วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หมวดที่ 2 การปฎิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่าเท่าเทียมกัน

หมวดที่ 2 การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน
ผู้ถือหุ้นทุกรายถือเป็นเจ้าของกิจการ ดังนั้น ธนาคารจึงยึดถือเป็นนโยบายในการกำกับดูแลกิจการให้มีการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นทุกราย รวมทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อยและผู้ถือหุ้นสถาบัน อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ดำเนินการจัดการประชุมผู้ถือหุ้นอย่างโปร่งใส ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ อาทิ การมอบฉันทะให้กรรมการธนาคารที่อาจเข้าข่ายเป็นผู้มีส่วนได้เสียพิเศษในวาระใด ๆ ก็ตาม หากผู้ถือหุ้นไม่ทำเครื่องหมายเลือกลงมติอย่างใดอย่างหนึ่ง กรรมการธนาคารผู้นั้นจะงดออกเสียงลงคะแนนในวาระดังกล่าว
         2.1 นโยบายเกี่ยวกับการป้องกันการทำรายการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการใช้ข้อมูลภายในไปแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นในทางมิชอบ

- ธนาคารกำหนดให้กรรมการธนาคาร ผู้บริหาร และพนักงานต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย คำสั่งและนโยบายของธนาคาร รวมถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณของธนาคารอย่างเคร่งครัด โดยได้มีการเผยแพร่ข้อกำหนดดังกล่าวให้พนักงานทุกคนได้รับทราบและปฏิบัติตาม รวมทั้งติดตามผลการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
- ในกรณีที่กรรมการธนาคาร ผู้บริหาร และพนักงาน รวมถึงคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ได้มาซึ่งหุ้นของธนาคาร กำหนดให้ต้องถือครองหุ้นของธนาคารไว้อย่างน้อย 3 เดือน

- ในช่วงเวลาที่จะมีการเปิดเผยข้อมูลการเงินที่สำคัญต่อสาธารณชน ธนาคารจะประกาศห้ามมิให้มีการซื้อขายหุ้นของธนาคารในช่วงเวลาที่ธนาคารกำหนด (Blackout Period) ซึ่งโดยปกติจะมีระยะเวลา 3 วันทำการทั้งก่อนและหลังการแจ้งข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
- ธนาคารกำหนดให้กรรมการธนาคารและผู้บริหารตามที่กฏหมายกำหนด รวมถึงคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่ต้องรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ของธนาคารไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ต้องรายงานการซื้อขายดังกล่าวให้คณะกรรมการธนาคารทราบ
- ในปีที่ผ่านมาธนาคารไม่เคยเกิดกรณีที่กรรมการ ผู้บริหาร พนักงานของธนาคารซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน

          2.2 การพิจารณากลั่นกรองการทำรายการระหว่างกันของธนาคาร บริษัทย่อย หรือบริษัทร่วม กับบุคคลที่มีส่วนได้เสีย
-  กรรมการธนาคารหรือผู้บริหารที่มีส่วนได้เสียจะไม่เข้าร่วมการพิจารณาและออกเสียงในรายการระหว่างกันของธนาคาร บริษัทย่อย หรือบริษัทร่วม กับบุคคลที่มีส่วนได้เสีย หรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรืออาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในอนาคต และกำหนดให้คณะกรรมการตรวจสอบเป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับความจำเป็นในการเข้าทำรายการและความเหมาะสมทางด้านราคาของรายการ รวมทั้งเป็นผู้พิจารณาเปิดเผยข้อมูลรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้มีความครบถ้วนถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ
- ในปีที่ผ่านมาธนาคารไม่ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การทำรายการระหว่างกัน

          2.3 การมีส่วนได้เสียของกรรมการธนาคาร และ/หรือ ผู้บริหาร
- กรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการมีส่วนได้เสียของตนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกิจการของธนาคารหรือบริษัทย่อย ทั้งในด้านการดำรงตำแหน่ง การถือหุ้น และการทำธุรกรรม โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการรายงานที่ชัดเจน และนำส่งให้ประธานกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบทราบ

- ในการประชุมคณะกรรมการธนาคาร กรรมการธนาคารที่มีส่วนได้เสียในเรื่องใด จะไม่ร่วมพิจารณาและไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องนั้น และหากเป็นเรื่องที่กรรมการอาจมีส่วนได้เสีย ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา กรรมการผู้นั้นจะขอไม่ร่วมพิจารณาและของดออกเสียงในเรื่องนั้น
- ธนาคารมีนโยบายกำหนดห้ามไม่ให้มีการให้สินเชื่อ การทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้ แก่กรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นการให้สินเชื่อในรูปของบัตรเครดิต หรือการให้สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการโดยเป็นไปอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย

หมวดที่ 1 สิทธิของผู้ถือหุ้น

        1.1 นโยบายและการปกป้องสิทธิของผู้ถือหุ้น
ธนาคารให้ความสำคัญในสิทธิของผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่กระทำการใด ๆ ที่จะเป็นการละเมิดหรือริดรอนสิทธิของผู้ถือหุ้นหรือจำกัดโอกาสในการศึกษาสารสนเทศของธนาคาร และส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิของตนโดยครอบคลุมสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย อาทิ การซื้อขายหรือโอนหุ้น การเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นและออกเสียงลงคะแนน การได้รับข้อมูลข่าวสารของธนาคารผ่านช่องทางการเปิดเผยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งเว็บไซต์ของธนาคารหัวข้อ “นักลงทุนสัมพันธ์” และ “จุลสารนักลงทุนสัมพันธ์” ที่จัดส่งให้ทางไปรษณีย์ปีละ 2 ครั้งเพื่อแจ้งผลประกอบการ การใช้สิทธิต่าง ๆ ของผู้ถือหุ้น บทวิเคราะห์ รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ของธนาคารด้วย

         1.2 การประชุมผู้ถือหุ้น 
ธนาคารได้จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2555 ครั้งที่ 100 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี ดังนี้

- เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยมีสิทธิเสนอวาระการประชุม และเสนอชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการ รวมถึงส่งคำถามเกี่ยวกับธนาคารที่ต้องการให้ตอบในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการล่วงหน้า โดยธนาคารได้เผยแพร่หลักเกณฑ์การให้สิทธิดังกล่าว รวมถึงขั้นตอนและวิธีการดำเนินการไว้ในเว็บไซต์ของธนาคาร และแจ้งผลให้ผู้ถือหุ้นทราบในที่ประชุมว่า ไม่มีผู้ถือหุ้นรายใดยื่นความประสงค์ขอเสนอวาระการประชุม หรือเสนอรายชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการ หรือส่งคำถามเกี่ยวกับธนาคารที่ต้องการให้ตอบในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

- จัดทำหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยจัดส่งให้ผู้ถือหุ้นพร้อมรายงานประจำปีในรูปแบบ CD-ROM ล่วงหน้า 21 วันก่อนวันประชุม และเผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ของธนาคารมากกว่า 30 วันก่อนวันประชุม รวมทั้งปิดประกาศคำบอกกล่าวเชิญประชุมไว้ที่สำนักงานและสาขาทุกแห่งของธนาคาร และลงประกาศในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 3 วันติดต่อกันล่วงหน้ามากกว่า 3 วันก่อนวันประชุม โดยหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมได้ระบุวัน เวลา สถานที่ประชุม รายละเอียดวาระการประชุมพร้อมด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผล ความเห็นที่เพียงพอและชัดเจนของคณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนขั้นตอนการลงทะเบียน และเอกสารที่ต้องนำไปแสดง ต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าร่วมประชุมทั้งกรณีมาด้วยตนเองและมอบฉันทะ วิธีการในการเข้าร่วมประชุม ข้อบังคับธนาคารเกี่ยวกับการประชุมผู้ถือหุ้น ระเบียบและวิธีการออกเสียงลงคะแนน และแผนที่แสดงสถานที่ประชุม ทั้งนี้ ธนาคารไม่ได้เพิ่มวาระอื่น ๆ หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญใด ๆ โดยไม่แจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า
- จัดทำหนังสือมอบฉันทะตามแบบที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ซึ่งผู้ถือหุ้นสามารถระบุความเห็นในการลงคะแนนเสียงได้ แนบไปกับหนังสือบอกกล่าวนัดประชุม ทั้งยังมีบริการติดอากรแสตมป์ให้ด้วย โดยธนาคารระบุถึงเอกสารรวมทั้งขั้นตอนในการมอบฉันทะอย่างชัดเจน และมิได้กำหนดเงื่อนไขในการมอบฉันทะที่ยุ่งยากแต่ประการใด นอกจากนี้ ธนาคารยังได้เสนอชื่อกรรมการอิสระ 2 ท่าน ให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาเลือกเป็นผู้รับมอบฉันทะด้วย
- วาระเลือกตั้งกรรมการ มีการระบุข้อมูลประวัติย่อของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง/กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การดำรงตำแหน่งในกิจการอื่น/กิจการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับธนาคาร และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องและจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ ในระหว่างการพิจารณาวาระ กรรมการธนาคารที่ครบกำหนดออกจากตำแหน่งตามวาระได้ออกจากห้องประชุมไปพักรอ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถแสดงความคิดเห็นและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกรรมการเป็นรายบุคคล ได้อย่างอิสระ โดยธนาคารได้เก็บบัตรลงคะแนนเสียงจากผู้ถือหุ้นทุกรายที่เข้าประชุม
- วาระพิจารณาค่าตอบแทนกรรมการ มีการระบุข้อมูลจำนวนเงินค่าตอบแทนกรรมการแต่ละประเภท รวมถึงค่าตอบแทนกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการชุดย่อย และนโยบายและหลักเกณฑ์การพิจารณาจ่ายค่าตอบแทน
- วาระแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดจำนวนเงินค่าสอบบัญชี มีการระบุถึงผู้สอบบัญชีที่ถูกเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง/กลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง ความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชี และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องและจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของผู้ถือหุ้น
- ใช้ระบบบาร์โค้ดสำหรับลงทะเบียน และนับคะแนนเสียง โดยใช้ระบบของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งผู้ถือหุ้นสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเวลาประชุมได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง และหลังจากเปิดการประชุมแล้ว ผู้ถือหุ้นสามารถลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิในวาระที่ยังไม่ได้มีการลงมติ ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นที่ลงทะเบียนแล้วจะได้รับบัตรลงคะแนนสำหรับใช้สิทธิออกเสียง
- ประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานกรรมการชุดย่อย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ผู้สอบบัญชีของธนาคาร และตัวแทนจากบริษัท นอร์ตันโรส (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายภายนอกเป็นผู้ตรวจสอบ (Inspector) เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ยกเว้นนายสุรชัย พฤกษ์บำรุง กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ ซึ่งครบกำหนดออกจากตำแหน่งตามวาระ และครบเกษียณอายุตามนโยบายของธนาคารไม่ได้เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ ประธานกรรมการได้แนะนำกรรมการธนาคารและประธานเจ้าหน้าที่ด้านต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุมเป็นรายบุคคลต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น
- ก่อนดำเนินการประชุม ประธานกรรมการได้แจ้งจำนวนและสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุม ทั้งที่มาด้วยตนเองและรับมอบฉันทะให้ที่ประชุมทราบ รวมถึงชี้แจงหลักเกณฑ์และขั้นตอนการออกเสียงลงคะแนน และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น หรือตั้งคำถามในวาระต่าง ๆ หรือที่เกี่ยวข้องกับธนาคารอย่างอิสระ ก่อนการลงมติในแต่ละวาระ

- การออกเสียงลงคะแนนนับ 1 หุ้นเป็น 1 เสียง และถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ ยกเว้นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น โดยผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ จะไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น ยกเว้นวาระเลือกตั้งกรรมการ
- ธนาคารได้บันทึกเทปภาพการประชุมตลอดระยะเวลาของการประชุม และจัดทำเป็น Clip VDO แยกรายวาระเผยแพร่ในเว็บไซต์ของธนาคารด้วย
- ภายหลังการประชุม ธนาคารได้เผยแพร่สรุปผลการลงมติในที่ประชุม พร้อมผลคะแนนของแต่ละวาระให้ผู้ถือหุ้นและประชาชนทั่วไปได้รับทราบผ่านช่องทางการเปิดเผยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และส่งเป็นหนังสือแจ้งไปยังผู้ถือหุ้น พร้อมกับหนังสือจากกรรมการผู้รับมอบฉันทะเพื่อขอบคุณผู้ถือหุ้นที่รักษาสิทธิของตนและให้ความไว้วางใจในการเป็นผู้รับมอบฉันทะด้วย
-ธนาคารได้จัดทำรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นอย่างครบถ้วนถูกต้องและชัดเจน โดยได้จดบันทึกรายชื่อพร้อมตำแหน่งของกรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูงที่เข้าร่วมประชุมและไม่เข้าร่วมประชุม คำชี้แจงเรื่องวิธีการลงคะแนนและนับคะแนนที่ธนาคารได้แจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบก่อนเริ่มประชุม เรื่องและข้อมูลที่นำเสนอ ความเห็นคณะกรรมการธนาคารในแต่ละวาระ ประเด็นคำถามคำตอบ ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะที่สำคัญของผู้ถือหุ้น รวมถึงมติของที่ประชุมแยกตามวาระ จำนวนคะแนนเสียงที่ได้รับในแต่ละวาระ โดยแยกชัดเจนระหว่างเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียง และเสนอต่อประธานกรรมการ และกรรมการตรวจสอบทุกคนเพื่อพิจารณาสอบทานความครบถ้วนถูกต้อง ก่อนนำส่งให้แก่หน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง ภายใน 14 วันนับจากวันประชุมผู้ถือหุ้น

นโยบายการกำกับดูแลกิจการ

นโยบายการกำกับดูแลกิจการ

          คณะกรรมการธนาคารตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของธนาคารเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส เท่าเทียมกัน มีประสิทธิภาพ ตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์สุจริต ตรวจสอบได้ สามารถเพิ่มคุณค่าและมูลค่าในระยะยาว โดยคำนึงถึงความเสี่ยงและความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


          คณะกรรมการธนาคารได้กำหนด “หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี” (Good Corporate Governance Principles)ของธนาคารไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และให้มีการทบทวนหลักการดังกล่าวเป็นประจำทุกปี หรือไม่ชักช้าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ โดยครอบคลุมเนื้อหาในเรื่องสิทธิของผู้ถือหุ้นและการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส ความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการชุดย่อย ระบบการควบคุมภายในและระบบการตรวจสอบภายใน ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจและบทบาทของธนาคารต่อผู้มีส่วนได้เสีย วิสัยทัศน์และค่านิยมหลักของธนาคาร จริยธรรมและจรรยาบรรณของพนักงานและการปฏิบัติ รวมทั้งความรับผิดชอบต่อสังคม


          ในช่วงหลังของปี 2555 ได้มีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้ครอบคลุมภาพรวมขององค์กร มีความชัดเจน ส่งเสริมให้เกิดการกำกับกิจการที่ดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยพิจารณาจากหลักการกำกับดูแลกิจการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนด รวมถึงหลักเกณฑ์ ASEAN CG Scorecard โดยเนื้อหาที่ทบทวนและปรับปรุง เช่น นิยามกรรมการอิสระ หน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคาร คณะกรรมการชุดย่อย สิทธิของผู้ถือหุ้นและการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส ระบบการควบคุมภายในและระบบการตรวจสอบภายใน และความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น พร้อมทั้งได้มีการกำหนดแผนการประชาสัมพันธ์และสื่อสารให้พนักงานได้ทราบ พร้อมส่งเสริมความรู้ความเข้าใจผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดหลักสูตรอบรมผ่านระบบ E-learning เป็นต้น


          นอกจากนี้ ได้กำหนดให้มี “ปรัชญาและจิตสำนึกในการปฏิบัติงาน” (The Spirit & The Letter) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของจรรยาบรรณธุรกิจ (Code of Conduct) โดยระบุถึงสิ่งที่พนักงานควรทราบ ปฏิบัติ และสิ่งที่ต้องระวังไว้เป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งกำหนดบทลงโทษในกรณีฝ่าฝืนด้วย

          ธนาคารได้มีการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์นโยบายการกำกับดูแลกิจการให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานได้รับทราบและเข้าใจ เพื่อสร้างความมั่นใจว่านโยบายและแนวปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวได้รับการยึดถือและปฏิบัติตาม ผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) เว็บไซต์ของธนาคารภายใต้หัวข้อการกำกับดูแลกิจการ การจัดอบรมและการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง รวมถึงกำหนดให้แต่ละฝ่ายงานแต่งตั้ง Compliance Champion เพื่อทำหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจด้านการกำกับดูแลธุรกิจของธนาคาร และสื่อสารให้พนักงานรับทราบและเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของธนาคารอีกด้วย

          จากการที่ธนาคารมีพันธะสัญญาในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างสูงสุด ซึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2555 นี้ ธนาคารยังได้เข้าร่วมเป็นภาคีใน "โครงการแนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต" โดยมุ่งร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในไทย และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียของธนาคาร เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของประเทศปราศจากการคอร์รัปชั่นอีกด้วย


รายงานการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการ ปี 2555

โครงสร้างองค์กร


 
  




               ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2488 และได้นำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2520 ปัจจุบันเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีเงินให้สินเชื่อและเงินฝากใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ และเป็นธนาคารที่ให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจรแก่ทั้งลูกค้าธุรกิจ และลูกค้าบุคคล
 
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร : นางเจนิส แร แวน เอ็กเคอเรน
กรรมการผู้จัดการใหญ่: นายฟิลิป เชียง ชอง แทน
จำนวนพนักงานกรุงศรีกรุ๊ป : 18,896 ราย
 

เหตุการณ์สำคัญ

  • เมื่อ 3 มกราคม 2550 จีอี มันนี่ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเพื่อรายย่อยชั้นนำของโลกได้บรรลุข้อตกลงการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจและความเชื่อมั่นในธนาคารฯ โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับการผสานความสามารถทางธุรกิจของสององค์กร เพื่อให้ธนาคารฯเป็นธนาคารที่ให้บริการครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย

  • 14 กุมภาพันธ์ 2551 ธนาคารฯเข้าซื้อกิจการบริษัท จีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) (GECAL) เสร็จสมบูรณ์ โดย ณ วันโอนกิจการ GECAL มีสินทรัพย์รวม 78,010 ล้านบาท และเงินให้สินเชื่อสุทธิรวม 75,283 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อของธนาคารฯเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 17 ณ วันโอนกิจการ และต่อมา GECAL เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) (AYCAL)

  • 8 เมษายน 2552 ธนาคารฯดำเนินการเข้าซื้อหุ้นธนาคาร เอไอจี เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) (AIGRB) และ บริษัท เอไอจี คาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด (AIGCC) เสร็จสมบูรณ์ ในราคารวม 1,605 ล้านบาท โดยทำให้ธนาคารฯมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 32,800 ล้านบาท มีฐานสินเชื่อเพิ่มขึ้น 21,900 ล้านบาท เงินฝากเพิ่มขึ้น 18,600 ล้านบาท และมีจำนวนบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นประมาณ 222,000 บัตร
     
  • 9 กันยายน 2552 ธนาคารฯ เข้าซื้อกิจการบริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิสเซส จำกัด (CFGS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัทอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป อิงค์ จำกัด เสร็จสมบูรณ์ ทั้งนี้ CFGS เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการไมโครไฟแนนซ์โดยเฉพาะสินเชื่อที่ใช้ทะเบียนรถเป็นหลักประกัน มีเครือข่ายสาขากว่า 163 แห่งทั่วประเทศ และเป็นที่รู้จักกันดีในนาม "ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ"

     
  • 5 พฤศจิกายน 2552 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเข้าซื้อธุรกิจการเงินเพื่อผู้บริโภคของจีอี แคปปิตอล ในประเทศไทย เสร็จสมบูรณ์ การเข้าซื้อครั้งนี้ทำให้ธุรกิจการเงินเพื่อลูกค้ารายย่อยของธนาคารกรุงศรีอยุธยาเติบโตเร็วขึ้น และทำให้สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยของธนาคารเพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 42% ของสินเชื่อรวม และจะส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของธนาคารเพิ่มขึ้น ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และความหลากหลายยิ่งขึ้นในบริการหลักของธุรกิจการเงินเพื่อลูกค้ารายย่อยของธนาคาร การผนวกธุรกิจของจีอี มันนี่ ประเทศไทย เข้ากับธนาคาร ทำให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยากลายเป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวนบัตรหมุนเวียนในระบบมากกว่า 3 ล้านใบ และให้บริการลูกค้ากว่า 8 ล้านราย
     
  • 25 มกราคม 2555 คณะกรรมการธนาคารมีมติอนุมัติเห็นชอบให้ธนาคารฯ ดำเนินการรับโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อยในประเทศไทยของ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ("HSBC") ซึ่งประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเงินฝากส่วนบุคคลและตั๋วแลกเงิน

  • 2 กรกฎาคม 2556 MUFG ประกาศแผนในการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของธนาคารฯ โดยการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของธนาคารฯ โดยสมัครใจ ("Voluntary Tender Offer" หรือ "VTO")
(ณ กรกฎาคม 2556

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บลจ.กรุงศรีขายกองทุนตราสารหนี้6เดือนชูผลตอบแทน2.85%

             บลจ.กรุงศรี เสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ 6M71 (KFFIX6M71)อายุประมาณ 6 เดือน เสนอขายวันที่ 20 – 26 ส.ค. 56 ลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท จ่ายผลตอบแทนประมาณ 2.85% ต่อปี
                 นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี)เปิดเผยว่า
“ บริษัทอยู่ระหว่างการเปิดเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้6M71(KFFIX6M71)อายุประมาณ 6 เดือน มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น เงินฝากธนาคาร Bank of China (สาธารณรัฐประชาชนจีน , สาขามาเก๊า)สัดส่วนการลงทุน 20% เงินฝากธนาคาร Abu Dhabi Commercial Bank (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) สัดส่วนการลงทุน20% ตราสารหนี้ EMTN ออกโดยธนาคารBanco Itau Unibanco S.A (บราซิล) สัดส่วนการลงทุน 15% ตราสารหนี้ EMTN ออกโดยธนาคารBanco Santander Brasil S.A. (บราซิล) สัดส่วนการลงทุน 15%ตราสารหนี้ระยะสั้นออกโดยธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 15%ตั๋วแลกเงินออกโดยบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน15% โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติประมาณ 2.85%ต่อปี และหลังครบกำหนดอายุโครงการบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารเงิน(KFCASH) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนต่อไป ”
               “ กองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้6M71(KFFIX6M71)เป็นทางเลือกสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้เหมาะกับ นักลงทุนที่มองหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก และต้องการล็อคผลตอบแทน โดยสามารถลงทุนได้เป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน”
               “ ในส่วนของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับเหนือร้อยละ2.7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี จากความคาดหวังของตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะเริ่มลดขนาดการซื้อพันธบัตรในเดือนหน้า โดยเส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯมีลักษณะชันขึ้นตามอัตราผลตอบแทนที่ปรับขึ้นร้อยละ0.05 – 0.20และในส่วนของตลาดตราสารหนี้ไทยส่วนใหญ่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับตราสารหนี้ของสหรัฐฯ โดยอัตราผลตอบแทนปรับขึ้นร้อยละ 0.01 – 0.08 ” นายฉัตรพี กล่าว
นักลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลกองทุนพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือ เว็บไซต์ www.krungsriasset.com หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าววันนี้ กรุงศรีหวังเต็มเปี่ยม เปิดรับธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU)




กรุงเทพฯ--4 ก.ค.--ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
 
         ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (กรุงศรี) นายวีระพันธุ์ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการธนาคารกรุงศรีแถลงในวันนี้ว่า ธนาคารพร้อมรับการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหญ่จาก GE Capital เป็นธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ: BTMU) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเซียล กรุ๊ป (Mitsubishi UFJ Financial Group: MUFG) สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลกที่ให้บริการทางการเงิน ที่หลากหลายและครบวงจร พัฒนาการที่สำคัญครั้งนี้จะช่วยย้ำความแข็งแกร่งของธนาคารกรุงศรีในประเทศ ไทย และเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจไปสู่ประเทศในภูมิภาคให้คล่องตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งจะทำให้ธนาคารได้มีโอกาสในการสร้างสัมพันธภาพกับลูกค้าต่างประเทศมาก ขึ้นด้วย

         
          นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ได้กล่าวด้วยว่า "ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา นับจากวิกฤติสถาบันการเงินในเอเชีย เรื่องราวของธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็ได้โดดเด่นในประวัติศาสตร์การเงินของ เอเชีย เริ่มต้นจากการยืนหยัดในการฟันฝ่าวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ด้วยการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นของธนาคารล้วนๆ ภายใต้การนำของกลุ่มรัตนรักษ์ จนสามารถรอดพ้นจากความเสียหายและวิกฤตการณ์ของภาคการเงิน และเมื่อกลุ่ม GE Capital ได้เข้ามาเป็นผู้นำในการบริหารและเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับกลุ่มรัตนรักษ์เมื่อ ประมาณเกือบ 7 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงศรีก็ได้มีผลประกอบการที่น่าประทับใจมาโดยตลอด และวันนี้เมื่อกลุ่ม MUFG/BTMU มีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะเป็นผู้นำในการบริหารและเข้าถือหุ้นแทนกลุ่ม GE Capital แล้วยังจะซื้อหุ้นเพิ่มอีกด้วยการเข้าทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์หุ้นทั้งหมด และหลังที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ให้ความเห็นชอบกลุ่มรัตนรักษ์ก็จะไม่ลดจำนวน หุ้นที่ถือครองอยู่ แต่ธนาคารกรุงศรีและกลุ่มรัตนรักษ์ก็ยินดีเปิดรับให้สถาบันการเงินที่มีความ สำคัญระดับโลก มีบริการการเงินและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญใน Investment Bank ยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า Morgan Stanley เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นผู้นำที่จะต่อยอดสร้างผลงานของกรุงศรีให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึง AEC ที่กำลังใกล้เข้ามา และปริมาณธุรกิจและการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่ไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อ เนื่องรวมทั้งโอกาสที่ธนาคารกรุงศรีจะได้เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจสำคัญทั่วโลก อนาคตของธนาคารจึงดูสดใสยิ่งนัก การเปิดประตูต้อนรับให้ MUFG/BTMU เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นและรับภารกิจที่ท้าทายยิ่ง จึงเป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดผลดีแก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียกับธนาคารกรุงศรีและสังคมไทย" นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ กล่าวสรุป

          นางเจนิส แวน เอ็กเคอเรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า "ธนาคารเชื่อว่าการร่วมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธ์กับธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิ ชิ ยูเอฟเจ จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศและเร่งการเติบโตของธนาคารกรุง ศรีอยุธยาในเอเชีย ธนาคารพร้อมที่จะทำงานร่วมกับธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เพื่อขยายการให้บริการทางการเงินในไทยเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ที่กว้างขึ้นและหลากหลายขึ้น"




ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
โทรศัพท์: 02 296 2394, 02 296 2443-4
อีเมล์: ananya.sopittakamol@krungsri.com